เฟื่องฟ้า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bougainvillea
spectabilis Willd.
ชื่อสามัญ : Peper Flower, Kertas
วงศ์ : NYCTAGINACEAE
ชื่ออื่น : ดอกเฟื่องฟ้า
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย
ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นใบเดี่ยว แตกออก สลับกับกิ่ง
หรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6
ซม. กว้าง 2-3 ซม. ใบประดับลักษณ ะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น
ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ
ออกเป็นช่อ ตามซอก ใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม.
ถิ่นกำเนิด : บราซิล
การกระจายพันธุ์ : -
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : -
สภาพนิเวศน์ :
ที่ร่มรำไรและมีความชุ่มชื้นพอควร ดินที่ใช้ปลูกควรจะเป็นดินอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย
ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขังอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้รากเน่าได้
ต้องการน้ำเพียงปานกลางเท่านั้น
เวลาออกดอก : ตลอดปี
เวลาออกผล : -
การขยายพันธุ์ : ปักชำกิ่ง,
ตอนกิ่ง, เสียบยอด
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : อาคารเกษตรกรรม
ตึก 9
อ้างอิง :
http://th.wikipedia.org/wiki/เฟื่องฟ้า
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_30.htm
เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย
ชื่อพื้นเมือง : ข้าหลวงหลังลาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asplenium
nidus
ชื่อวงศ์ : POLYPODIACEAE
ชื่อสามัญ : Bird’s
nest fern
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
เฟิร์นชนิดนี้ ฝรั่งเรียกว่า “Bird’s
nest fern” ชอบ อาศัยอยู่ตามคาคบไม้ใหญ่ในเขตอบอุ่นที่มีความชื้นสูง
ถือว่าเป็นลักษณะของกาฝาก ใบของเฟิร์นข้าหลวง จะมีสีเขียวอ่อน ขอบใบหยักเป็นคลื่น
ก้านใบจะมีสีน้ำตาลเข้ม การเรียงตัวของใบจะเรียงตัวแบบเกลียวคล้ายดอกกุหลาบ
ใบที่เกิดใหม่จะอ่อนและเปราะหักได้ง่ายแต่พอเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีความ
เหนียวและหนามาก
เมื่อนำมาปลูกภายในอาคารบ้านเรือนจะต้องคอยทำความสะอาดเช็ดถูสิ่งสกปรกและ
ฝุ่นละอองออกจากใบบ้าง เดือนละครั้งก็ยังดี เฟิร์นข้าหลวงเป็นพืชที่ชอบความชื้นสูงถ้าอากาศแห้งแล้งควรฉีดสเปรย์ให้ใบ
ของมันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพราะการฉีดละอองน้ำจะทำให้ใบของมันสดชื่น อยู่ตลอด
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด : เอเซีย ออสเตรเลีย
การกระจายพันธุ์ : อินเดีย มาเลเซีย
อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย(ควีนสแลนด์) ญี่ปุ่น และไทย
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ :
เวลาออกดอก :
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : แยกกอ เพาะโดยใช้สปอร์
(spore)
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : เรือนเกษตร
อ้างอิง :
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/fernkhaluag.html
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=icido&month=15-09-2010&group=10&gblog=2
โพศรีมหาโพธิ์
ชื่อพื้นเมือง : ปู(เขมร),
โพ, โพศรีมหาโพธิ์, ย่อม(แม่ฮ่องสอน),สลี(ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus
religiosa L.
ชื่อวงศ์ : MORACEAE
ชื่อสามัญ : Sacred
Fig tree
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
สูง 20 - 30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา
มียางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจกว้าง 8 - 15 เซนติเมตร ยาว 12 - 24
เซนติเมตร ปลายแหลมเป็นหางยาว โคนเว้ารูปหัวใจ ก้านใบยาว 8 - 12 เซนติเมตร ดอกเล็ก
จำนวนมากอยู่ภายในฐานรองดอก ผลเป็นผลรวมรูปกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8
เซนติเมตร เมื่อสุกสีม่วงดำ
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด :
ประเทศอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ : ปลูกได้ในดินทุกชนิด
โดยเฉพาะดินร่วน น้ำต้องการปานกลาง(ตามขนาดต้น)
เวลาออกดอก : ตลอดทั้งปี
เวลาออกผล : ตลอดทั้งปี
การขยายพันธุ์ : ปักชำ,
เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ : ใช้ประกอบในพิธีแห่ค้ำศรี
เป็นประเพณีที่นำต้นโพศรีมหาโพธิ์ไปค้ำไม้มงคลที่จะล้มในวัด
เชื่อกันว่าถ้าทำอายุจะยืนนาน และอีกประเพณีหนึ่งคือประเพณีค้ำโพธิ์ค้ำไทร
เป็นการบอกรุกขเทวดาที่ดูแลอยู่ให้ช่วยมารักษาผู้ที่เจ็บป่วย
ส่วนในทางสาสนาพุทธนั้นเชื่อว่าต้นโพศรีมหาโพธิ์เป็นไม้มงคล
เป็นต้นที่พระพุทธเจ้านั่งตรัสรู้จึงมีความศักสิทธิ์มาก
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึกศิลปะ ตึก 9
หอประชุม
อ้างอิง :
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=06-2011&date=02&group=8&gblog=178
https://sites.google.com/site/yoswadee7325/phvks-sat-r-t-x-pho-srimhaphothi-tnmi-haeng-khwam-rmyen
โพขี้นก
ชื่อพื้นเมือง : โพตัวผู้ โพประสาท (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus
rumphii Blume
ชื่อพื้นเมือง :
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moraceae
ชื่อวงศ์ :
ชื่อสามัญ :
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่
หรือไม้รัดพันไม้อื่น สูงถึง 20 ม. เรือนยอดแผ่กว้าง ลำต้นขนาดใหญ่แต่สั้น
โคนต้นมักเป็นพูพอน มีรากอากาศไม่มาก เปลือกเรียบสีเทาเป็นมัน
มียางข้นสีขาวคล้ายน้ำนม
ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ
แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม โคนใบตัดถึงเว้าเล็กน้อย
ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง
หูใบรูปใบหอก สีชมพูอมแดง มี 2 อัน ประกอบกันหุ้มยอดอ่อนไว้
ช่อดอกมีลักษณะคล้ายผล(หน่วยผล)
ไม่มีก้าน มักออกเป็นคู่ตามง่ามใบหรือที่ตำแหน่งง่ามใบ ซึ่งใบหลุดร่วงไปแล้ว
ฐานหน่วยผลมีใบประดับ 3 ใบ ติดคงทน ดอกแยกเพศ ขนาดเล็ก มีกลีบรวม 3 กลีบ
เจริญอยู่ภายในฐานรองดอกที่ขยายใหญ่เป็นกระเปาะ มีรูเปิดที่ปลายโอบดอกไว้
ดอกเพศผู้จำนวนน้อย อยู่รอบรูเปิด ดอกเพศเมียจำนวนมาก ไม่มีก้านดอก
แบบผลมะเดื่อ
รูปทรงกลมแกมรูปทรงไข่กลับ มักเบี้ยว สีเขียวอมเหลืองมีแต้มสีขาว ผลสุกสีม่วงอมแดง
ใบประกอบฐานหน่วยผลมองเห็นไม่ชัดเจน ภายในประกอบด้วยผลย่อยแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง
ขนาดเล็ก จำนวนมาก
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด :
การกระจายพันธุ์ : อินเดีย ศรีลังกา
เหมู่เกาะอันดามัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะใกล้เคียง
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ :
พบขึ้นทั่วไปตามชายฝั่งที่เป็นแนวโขดหิน ป่าเขาหินปูนและป่าดิบแล้ง
เวลาออกดอก : พฤศจิกายน –
กุมภาพันธ์
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ :
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 9
ตึกพลานามัย
อ้างอิง :
http://thaimangrove.com/index.php?module=Tree&file=view&id=46
พิกุล
ชื่อพื้นเมือง : แก้ว(ภาคเหนือ) กุล(ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimusops
elengi Linn.
ชื่อวงศ์ : SAPOTACEAE
ชื่อสามัญ :
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง มียางสีขาว
ดอกออกเป็นช่อ ผลกลมโตสีแดงแสดรับประทานได้ มีรสฝาด หวานมัน เป็นไม้ปลูกกันทั่วไป
ดอกสีนวลใบสีเขียว หนามัน
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด : อินเดีย พม่า ศรีลังกา
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ :
เวลาออกดอก :
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด
หรือปักชำกิ่ง
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีอายุยืน
เพราะโบราณเชื่อว่าต้นพิกุลทองเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนาน
ดังนั้นจึงนิยมใช้เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลได้เป็นอย่างดี
เช่นด้ามหอกที่ใช้เป็นอาวุธ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ
และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นพิกุลทองเป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์
เพราะโบราณเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึกวิทยาศาสตร์
ตึก 60 ปี
อ้างอิง :
http://www.tistr.or.th/pharma/mimusops
elengi.htm
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/pikul.html
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)







Follow Us
Were this world an endless plain, and by sailing eastward we could for ever reach new distances