พันธุ์ไม้ในโรงเรียน
ผู้จัดทำ
เฟื่องฟ้า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bougainvillea
spectabilis Willd.
ชื่อสามัญ : Peper Flower, Kertas
วงศ์ : NYCTAGINACEAE
ชื่ออื่น : ดอกเฟื่องฟ้า
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย
ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นใบเดี่ยว แตกออก สลับกับกิ่ง
หรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6
ซม. กว้าง 2-3 ซม. ใบประดับลักษณ ะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น
ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ
ออกเป็นช่อ ตามซอก ใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม.
ถิ่นกำเนิด : บราซิล
การกระจายพันธุ์ : -
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : -
สภาพนิเวศน์ :
ที่ร่มรำไรและมีความชุ่มชื้นพอควร ดินที่ใช้ปลูกควรจะเป็นดินอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย
ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขังอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้รากเน่าได้
ต้องการน้ำเพียงปานกลางเท่านั้น
เวลาออกดอก : ตลอดปี
เวลาออกผล : -
การขยายพันธุ์ : ปักชำกิ่ง,
ตอนกิ่ง, เสียบยอด
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : อาคารเกษตรกรรม
ตึก 9
อ้างอิง :
http://th.wikipedia.org/wiki/เฟื่องฟ้า
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_30.htm
เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย
ชื่อพื้นเมือง : ข้าหลวงหลังลาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asplenium
nidus
ชื่อวงศ์ : POLYPODIACEAE
ชื่อสามัญ : Bird’s
nest fern
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
เฟิร์นชนิดนี้ ฝรั่งเรียกว่า “Bird’s
nest fern” ชอบ อาศัยอยู่ตามคาคบไม้ใหญ่ในเขตอบอุ่นที่มีความชื้นสูง
ถือว่าเป็นลักษณะของกาฝาก ใบของเฟิร์นข้าหลวง จะมีสีเขียวอ่อน ขอบใบหยักเป็นคลื่น
ก้านใบจะมีสีน้ำตาลเข้ม การเรียงตัวของใบจะเรียงตัวแบบเกลียวคล้ายดอกกุหลาบ
ใบที่เกิดใหม่จะอ่อนและเปราะหักได้ง่ายแต่พอเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีความ
เหนียวและหนามาก
เมื่อนำมาปลูกภายในอาคารบ้านเรือนจะต้องคอยทำความสะอาดเช็ดถูสิ่งสกปรกและ
ฝุ่นละอองออกจากใบบ้าง เดือนละครั้งก็ยังดี เฟิร์นข้าหลวงเป็นพืชที่ชอบความชื้นสูงถ้าอากาศแห้งแล้งควรฉีดสเปรย์ให้ใบ
ของมันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพราะการฉีดละอองน้ำจะทำให้ใบของมันสดชื่น อยู่ตลอด
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด : เอเซีย ออสเตรเลีย
การกระจายพันธุ์ : อินเดีย มาเลเซีย
อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย(ควีนสแลนด์) ญี่ปุ่น และไทย
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ :
เวลาออกดอก :
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : แยกกอ เพาะโดยใช้สปอร์
(spore)
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : เรือนเกษตร
อ้างอิง :
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/fernkhaluag.html
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=icido&month=15-09-2010&group=10&gblog=2
โพศรีมหาโพธิ์
ชื่อพื้นเมือง : ปู(เขมร),
โพ, โพศรีมหาโพธิ์, ย่อม(แม่ฮ่องสอน),สลี(ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus
religiosa L.
ชื่อวงศ์ : MORACEAE
ชื่อสามัญ : Sacred
Fig tree
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
สูง 20 - 30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา
มียางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจกว้าง 8 - 15 เซนติเมตร ยาว 12 - 24
เซนติเมตร ปลายแหลมเป็นหางยาว โคนเว้ารูปหัวใจ ก้านใบยาว 8 - 12 เซนติเมตร ดอกเล็ก
จำนวนมากอยู่ภายในฐานรองดอก ผลเป็นผลรวมรูปกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8
เซนติเมตร เมื่อสุกสีม่วงดำ
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด :
ประเทศอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ : ปลูกได้ในดินทุกชนิด
โดยเฉพาะดินร่วน น้ำต้องการปานกลาง(ตามขนาดต้น)
เวลาออกดอก : ตลอดทั้งปี
เวลาออกผล : ตลอดทั้งปี
การขยายพันธุ์ : ปักชำ,
เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ : ใช้ประกอบในพิธีแห่ค้ำศรี
เป็นประเพณีที่นำต้นโพศรีมหาโพธิ์ไปค้ำไม้มงคลที่จะล้มในวัด
เชื่อกันว่าถ้าทำอายุจะยืนนาน และอีกประเพณีหนึ่งคือประเพณีค้ำโพธิ์ค้ำไทร
เป็นการบอกรุกขเทวดาที่ดูแลอยู่ให้ช่วยมารักษาผู้ที่เจ็บป่วย
ส่วนในทางสาสนาพุทธนั้นเชื่อว่าต้นโพศรีมหาโพธิ์เป็นไม้มงคล
เป็นต้นที่พระพุทธเจ้านั่งตรัสรู้จึงมีความศักสิทธิ์มาก
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึกศิลปะ ตึก 9
หอประชุม
อ้างอิง :
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=06-2011&date=02&group=8&gblog=178
https://sites.google.com/site/yoswadee7325/phvks-sat-r-t-x-pho-srimhaphothi-tnmi-haeng-khwam-rmyen
โพขี้นก
ชื่อพื้นเมือง : โพตัวผู้ โพประสาท (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus
rumphii Blume
ชื่อพื้นเมือง :
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moraceae
ชื่อวงศ์ :
ชื่อสามัญ :
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดใหญ่
หรือไม้รัดพันไม้อื่น สูงถึง 20 ม. เรือนยอดแผ่กว้าง ลำต้นขนาดใหญ่แต่สั้น
โคนต้นมักเป็นพูพอน มีรากอากาศไม่มาก เปลือกเรียบสีเทาเป็นมัน
มียางข้นสีขาวคล้ายน้ำนม
ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ
แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม โคนใบตัดถึงเว้าเล็กน้อย
ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบบางคล้ายแผ่นหนัง
หูใบรูปใบหอก สีชมพูอมแดง มี 2 อัน ประกอบกันหุ้มยอดอ่อนไว้
ช่อดอกมีลักษณะคล้ายผล(หน่วยผล)
ไม่มีก้าน มักออกเป็นคู่ตามง่ามใบหรือที่ตำแหน่งง่ามใบ ซึ่งใบหลุดร่วงไปแล้ว
ฐานหน่วยผลมีใบประดับ 3 ใบ ติดคงทน ดอกแยกเพศ ขนาดเล็ก มีกลีบรวม 3 กลีบ
เจริญอยู่ภายในฐานรองดอกที่ขยายใหญ่เป็นกระเปาะ มีรูเปิดที่ปลายโอบดอกไว้
ดอกเพศผู้จำนวนน้อย อยู่รอบรูเปิด ดอกเพศเมียจำนวนมาก ไม่มีก้านดอก
แบบผลมะเดื่อ
รูปทรงกลมแกมรูปทรงไข่กลับ มักเบี้ยว สีเขียวอมเหลืองมีแต้มสีขาว ผลสุกสีม่วงอมแดง
ใบประกอบฐานหน่วยผลมองเห็นไม่ชัดเจน ภายในประกอบด้วยผลย่อยแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง
ขนาดเล็ก จำนวนมาก
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด :
การกระจายพันธุ์ : อินเดีย ศรีลังกา
เหมู่เกาะอันดามัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะใกล้เคียง
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ :
พบขึ้นทั่วไปตามชายฝั่งที่เป็นแนวโขดหิน ป่าเขาหินปูนและป่าดิบแล้ง
เวลาออกดอก : พฤศจิกายน –
กุมภาพันธ์
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ :
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 9
ตึกพลานามัย
อ้างอิง :
http://thaimangrove.com/index.php?module=Tree&file=view&id=46
พิกุล
ชื่อพื้นเมือง : แก้ว(ภาคเหนือ) กุล(ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimusops
elengi Linn.
ชื่อวงศ์ : SAPOTACEAE
ชื่อสามัญ :
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง มียางสีขาว
ดอกออกเป็นช่อ ผลกลมโตสีแดงแสดรับประทานได้ มีรสฝาด หวานมัน เป็นไม้ปลูกกันทั่วไป
ดอกสีนวลใบสีเขียว หนามัน
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด : อินเดีย พม่า ศรีลังกา
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ :
เวลาออกดอก :
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : ตอนกิ่ง เพาะเมล็ด
หรือปักชำกิ่ง
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีอายุยืน
เพราะโบราณเชื่อว่าต้นพิกุลทองเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนาน
ดังนั้นจึงนิยมใช้เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลได้เป็นอย่างดี
เช่นด้ามหอกที่ใช้เป็นอาวุธ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ
และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นพิกุลทองเป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์
เพราะโบราณเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึกวิทยาศาสตร์
ตึก 60 ปี
อ้างอิง :
http://www.tistr.or.th/pharma/mimusops
elengi.htm
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/pikul.html
พญาสัตบรรณ
ชื่อพื้นเมือง : ตีนเป็ด หัสบัน
สัตบรรน จะบัน บะซา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia
scholaris (L.) R. Br.
ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่อสามัญ : White
Cheesewood asdfljads;lkfj
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ
12-20 เมตรผิวลำต้นมีสะเก็ดเล็กๆสีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียางสีขาว ลำต้นตรง
แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็นชั้น ๆ
ใบออกเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น
ใบสีเขียวถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาวลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลมขนาดใบยาวประมาณ
10-12 เซนติเมตร
ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือส่วนยอดของลำต้นดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็ม
ช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 กลุ่มดอกมีสีขาวอมเหลืองผลเป็นฝักยาว
ลักษณะเป็นเส้นๆ มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ ในฝักมีเมล็ดเล็กๆ ติดอยู่กับขุยนั้น
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ถิ่นกำเนิด :
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเหนือ
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สภาพนิเวศน์ : ขึ้นกระจายอยู่ห่าง ๆ
ในป่าดงดิบชื้น ริมลำห้วยในป่าเบญจพรรณ
เวลาออกดอก : ตุลาคม - ธันวาคม
เริ่มติดฝักประมาณเดือนมกราคม เมล็ดแก่ประมาณเดือนมีนาคม
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : โดยเมล็ด
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเกียรติเพราะ
พญาสัตบรรณหรือฉัตรบรรณคือเครื่องสูงที่ใช้ในขบวนแห่เป็นเกียรติยศ และ พญา ก็คือ
ผู้เป็นใหญ่ที่ควรยกย่อง เคารพนับถือ ดังนั้นพญาสัตบรรณจึงเป็นไม้มงคลนาม
นอกจากนี้การเจริญเติบโตของทรงพุ่มมีลักษณะคล้ายกับฉัตรคือเป็นชั้นๆ
และยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะได้รับการ ยกย่องและนับถือจากบุคคลทั่วไปเพราะสัตคือสิ่งที่ดีงามมีคุณธรรมดังนั้นจึง
เป็นที่เคารพนับถือและยกย่องของคนทั่วไป
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 60 ปี
อ้างอิง :
http://www.dnp.go.th/EPAC/province_plant/samudkhon.htm
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/sattaban.html
ปีบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millingtonia
hortensis L.f.
ชื่อสามัญ : Cork Tree , Indian
Cork
วงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่ออื่น : กาซะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ) เต็กตองโพ่
(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
สูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตรง เปลือกมีสีเทาเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศ
รากเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่ได้ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น กว้าง 13-20
ซม. ยาว 16-26 ซม. ก้านใบยาว 3.5-6 ซม. ตัวใบประกอบด้วยแกนกกกลางยาว 13-19 ซม.
มีใบย่อย 4-6 คู่ ใบย่อย 4-6 คู่ กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 4-5 ซม.
มีรูปร่างเป็นรูปหอกแกมรูปไข่ ฐานใบรูปลิ่ม ขอบหยักเป็นซี่หยาบ ปลายเรียวแหลม
เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ เกลี้ยง ดอกเป็นดอกช่อกระขุกแยกแขนง ยาว 10-25 ซม.
ดอกย่อยประกอบด้วย กลีบเลี้ยง มีสีเขียว กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 0.5 ซม.
เชื่อมกันเป็นรูประฆังปลายตัด กลีบดอกมีสีขาว กลิ่นหอม กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาว
6-10 ซม. เชื่อมกันเป็นหลอดปากแตร แยกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2
แฉกล่างค่อนข้างแหลม เกสรเพศผู้มีจำนวน 4 อัน สองคู่ยาวไม่เท่ากัน
เกสรเพศเมียมีจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงเกลีบ ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน - พฤษภาคม
ผล เป็นผลแห้งแตก ลักษณะแบนยาวขอบขนาน มีเนื้อ เมล็ดมีจำนวนมา เป็นแผ่นบางมีปีก
ถิ่นกำเนิด :
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
ป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สภาพนิเวศน์ :
ป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างแห้งแล้งทั่วไป
เวลาออกดอก : กันยายน –
พฤศจิกายน บานเวลาเย็น
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : เมล็ด
ตอนกิ่งหรือนำรากมาตัดเป็นท่อนๆแล้วนำมาชำในกระบะทรายที่ผสมขี้เถ้าแกลบ
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ : คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นปีปไว้ประจำบ้านจะทำให้เก็บเงินเก็บทองได้มาก
เพราะ ปีป คือ ภาชนะที่ใช้ในการบรรจุของ
ดังนั้นคนไทยโบราณเรียกภาชนะใส่ของที่มีค่าว่า ปีปเงิน ปีปทอง
นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่าสามารถทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง
เพราะปีปมีลักษณะแข็งและโปร่ง เวลาเคาะหรือตีจะเกิดเสียงดังไปไกล
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 1 ตึก 60 ปี
อ้างอิง:
http://www.nanagarden.com/ลักษณะพฤกษศาสตร์ของปีบ-10180-13.html
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/peep.html
บุนนาค
ชื่อพื้นเมือง : ก๊าก่อ ก้ำก่อ นาคบุตร
(ภาคใต้) ปะนาคอ (มลายู ปัตตานี) สารภีดอย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mesua
ferrea L.
ชื่อวงศ์ : GUTTIFERAE
ชื่อสามัญ : Iron
wood, Indian rose chestnut
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ไม่ผลัดใบ ใบ
เป็นใบเดี่ยว แผ่นใบหนา รูปหอกหรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก ขนาดกว้าง 2-3 ซม. ยาว 8-12
ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ผิวใบเรียบเกลี้ยง ท้องใบมีคราบขาวปกคลุม ดอก
เป็นดอกเดี่ยว หรือเกิดเป็นกระจุกตามง่ามใบ กลีบดอกสีขาวจนถึงสีเหลืองอ่อน
ออกดอกระหว่างช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝน ผล รูปไข่ ส่วนปลายโค้งแหลม
โดยยังมีส่วนกลีบรองดอกขยายใหญ่ขึ้นติดอยู่ ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด
ประโยชน์ / สรรพคุณ :
ดอก - กลั่นให้น้ำมันหอมระเหย
ใช้ในการอบเครื่องหอมได้ดี ใช้แต่งกลิ่นสบู่
ดอกแห้ง - ใช้เข้ายาหอม
แต่งกลิ่นแต่งรสทำให้รับประทานง่าย เป็นยาหอมบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น บำรุงหัวใจ
เป็นยาขับเสมหะบำรุงโลหิต แก้ร้อนกระสับกระส่าย แก้ลมกองละเอียด ซึ่งทำให้หน้ามืดวิงเวียนใจสั่น
อ่อนเพลีย หัวใจหวิว ทำให้ชูกำลัง
ผล - ขับเหงื่อ ฝาดสมาน
ใบ - รักษาบาดแผลสด พอกบาดแผลสด
แก้พิษงู
แก่น - แก้เลือดออกตามไรฟัน
ราก - ขับลมในลำไส้
เปลือก - ฟอกน้ำเหลือง กระจายหนอง
กระพี้ - แก้เสมหะในคอ
ถิ่นกำเนิด : มาเลเซีย อินโดนีเซีย
อินเดีย
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
สภาพนิเวศน์ : ความชื้นสูง
เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้กลางแจ้ง ให้ร่มเงา
ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วนซุยสามารถเก็บความชื้นได้สูง อาจหาวัสดุคลุมดินช่วย
เวลาออกดอก :
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด
จะดีที่สุด วิธีอื่นจะได้ต้นที่ไม่สมบูรณ์ แต่จะใช้เวลาในการปลูกนานมาก
คือไม่ต่ำกว่า 6 ปี จึงจะออกดอก ส่วนการตอนกิ่ง พบว่าออกรากยากมาก
แต่ก็เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ออกดอกได้เร็วขึ้น
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ : คนไทยโบราณเชื่อว่า
บ้านใดปลูกต้นบุนนาคไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นผู้มีความประเสริฐและมีบุญ
เพราะบุนนาคคือ
ผู้มีบุญผู้ประเสริฐและยังเชื่ออีกว่ายังสามารถป้องกันภัยอันตรายจากภายนอกได้อีกด้วยเพราะใบของบุนนาคสามารถรักษาพิษสัตว์ต่าง
ๆ ได้ เช่น พิษงู นอกจากนี้แล้ว นาคยังหมายถึง
พญานาคซึ่งเป็นพญาสัตว์ชนิดหนึ่งในสมัยพุทธกาล ที่มีแสนยานุภาพ
ที่จะปกป้องและคุ้มครองพิษภัยได้
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 60 ปี
อ้างอิง :
http://www.maipradabonline.com/maimongkol/boonnak.htm
http://www.panmai.com/GardenSong/Flower_37.shtml
http://www.tistr.or.th/pharma/Mesua%20ferrea.htm
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_03_6.htm
บัวสาย
ชื่อพื้นเมือง : สัตตบรรณ สัตตบุษย์
ปริก ป้าน ป้านแดง บัวแดง บัวสายสีชมพู รัตอุบล เศวตอุบล สายบัว บัวกินสาย บัวขม
บัวขี้แพะ จงกลนี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nymphaea
pubescens Willd.
ชื่อวงศ์ : NYMPHAEACEAE
ชื่อสามัญ : Red
indian water lily
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้โผล่เหนือน้ำ อายุหลายปี
จัดอยู่ในกลุ่มอุบลชาติ ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าสั้นๆ อยู่ใต้ดิน
ใบ (Foliage)
: ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปไข่ค่อนช้างกลม ขนาด 25-30 เซนติเมตร
ฐานใบหยักเว้าลึก ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยใหญ่ หูใบเปิด
ผิวใบด้านบนเรียบเป็นมันใบอ่อนสีแดงเลือดหมู ใบแก่มีสีเขียว
ผิวใบด้านล่างถ้าเป็นใบอ่อนสีม่วง ใบแก่มีสีน้ำตาลมีขนนุ่มๆ เส้นใบใหญ่นูน
ก้านใบสีน้ำตาล ยาวเท่าระดับน้ำ
ที่ส่งแผ่นใบขึ้นมาลอยเรียงเป็นวงที่ผิวน้ำ
ดอก (Flower)
: สีม่วงแดง ชมพู ชาว ออกเป็นดอกเดี่ยวจากเหง้า
ก้านดอกสีน้ำตาลอวบกลมส่งดอกขึ้นลอยที่ผิวน้ำ กลีบเลี้ยง 4 กลีบ
สีเขียวเหลือบน้ำตาลแดง ดอกรูปครึ่งวงกลมถึงค่อนข้างกลม กลีบดอกจำนวนมาก
เรียงซ้อนกันหลายชั้น
เกสรเพศผู้สีเหลืองหรือสีตามกลีบดอกจำนวนมาก ลักษณะเป็นแผ่นแบน
มีอับเรณูเป็นร่องขนานตามความยาว รังไข่ขนาดใหญ่ติดกับชั้นของกลีบดอก
เกสรเพศเมียติดกับรังไข่ด้านบนตามแนวรัศมี ก้านดอกสีน้ำตาล
ดอกบานช่วงใกล้ค่ำถึงตอนสายของวันรุ่งขึ้น ดอกบานเต็มที่กว้าง 15-20
เซนติเมตรมีหลายพันธุ์มีชื่อเรียกต่างกันไปตามสีของดอก คือ ดอกสีขาวเรียก โกมุท
กมุท กุมุท เศวตอุบล ดอกสีชมพูเรียก ลินจง ดอกสีม่วงแดงเรียก สัตตบรรณ รัตตอุบล
ประโยชน์ / สรรพคุณ : ก้านดอก
ลอกผิวที่หุ้มรับประทานสดเป็นผักร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงอาหาร เช่น ผัด แกง
กะทิ แกงส้ม เป็นต้น ใช้ปลูกประดับสระน้ำธรรมชาติ บัวสายมีรสจืด เย็น
ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย
ถิ่นกำเนิด :
เขตที่ราบลุ่มของทวีปเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
การกระจายพันธุ์ :
เขตที่ราบลุ่มเขตร้อน
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบทั่วไปทุกภาค
สภาพนิเวศน์ :
ขึ้นในดินเหนียวที่มีอินทรีย์วัตถุสูง เจริญได้ดีในระดับน้ำลึก 0.30-1 เมตร
ความชื้นสูง มีแดดครึ่งวันถึงเต็มวัน
เวลาออกดอก : ตลอดปี
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : เมล็ด เหง้า
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : คูบัวตึกศิลปะ
อ้างอิง :
http://agkc.lib.ku.ac.th/plantwebsite/webpage/WaterPlants/บัวสาย.html
http://scratchpad.wikia.com/wiki/บัวสาย
http://www.doctor.or.th/article/detail/3874
ตะลิงปลิง
ชื่อพื้นเมือง : มะเฟืองตรน,
หลิงปลิง(ใต้), กะลิงปริง ปลีมิง ลิงปลิง
ลิงปลิง (ระนอง) มูงมัง (เกาะสมุย) บลีมิง (มาเลย์-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Averrhoa
bilimbi L.
ชื่อวงศ์ : OXALIDACEAE
ชื่อสามัญ : Bilimbi,
Bilimbing, Cucumber Tree
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5
– 10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก เปราะหักง่าย เปลือกต้นมีสีชมพู
ผิวเรียบมีขนนุ่มปกคลุมตามกิ่ง
ใบประกอบแบบขนนก
ก้านใบหนึ่งประกอบด้วยใบย่อย 11 - 37 ใบ ใบย่อยรูปหอก ปลายใบแหลม โคนมน
จะเรียงจากขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่ ที่โคนจะมีขนาดเล็ก ใบกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว
2 - 5 เซนติเมตร มีสีเขียวอ่อนมีขนนุ่มๆ ปกคลุมอยู่
ออกดอกเป็นช่อหลายช่อ ตามลำต้นหรือกิ่ง
ในแต่ละช่อมีความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว ดอกมี 5 กลีบ สีแดงเข้ม กลีบเลี้ยง 5
กลีบเช่นกัน สีเขียวอมชมพู ดอกมีกลิ่น เกสรกลางดอกมีสีเขียว
ผลกลมยาวปลายมน ผลยาว 4-6 เซนติเมตร
กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร เป็นพูตามยาว ผิวเรียบมีสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีเหลือง
เนื้อเหลว ออกเป็นช่อห้อย รศเปรี้ยว เมล็ดแบนมีลักษณะแบนยาวสีขาว
ประโยชน์ /สรรพคุณ :
ผลตะลิงปลิงมีรสเปรี้ยวจัด
นิยมใช้แกงส้ม แกงคั่ว ทำน้ำพริก ต้มหมู ต้มเนื้อ ยำต่าง ๆ นำมาดอง
หรือหั่นเป็นเล็กๆ กินกับขนมจีน หรืใช้แทนมะนาวในเมี่ยวคำ (ภูเก็ต)
ราก : สรรพคุณแก้พิษร้อนใน กระหายน้ำ
ฝาดสมาน บำรุงกระเพาะอาหาร แก้โลหิตออกตามกระเพาะอาหาร ลำไส้ ดับพิษร้อนของไข้
แก้ริดสีดวงทวาร แก้คัน แก้คางทูม แก้ไขข้ออักเสบ รักษาสิว รักษาซิลิส
บรรเทาโรคเก๊าท์ บรรเทาการอักเสบของลำไส้ใหญ่
ใบ : สรรพคุณใช้พอกแก้คัน
ใช้ภายในโดยนำมาต้มดื่มรักษาอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่ รักษาซิฟิลิส แก้ไขข้ออักเสบ
รักษาคางทูม รักษาสิว
ดอก : นำมาชงเป็นชา สรรพคุณแก้ไอ
ผล : สรรพคุณเจริญอาหาร
บำรุงกระเพาะอาหาร ฝาดสมานและลดไข้ แก้เสมหะเหนียว ฟอกโลหิต ยาบำรุงแก้ปวดมดลูก
แก้ไอ บรรเทาโรดริดสีดวงทวาร แก้ลักปิดลักเปิด
ถิ่นกำเนิด :
เขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
การกระจายพันธุ์ :
เขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศบราซิล
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย :
ปลูกตามบ้านเรือน
สภาพนิเวศน์ : ดินร่วนปนทราย
ระบายน้ำดี แต่ไม่ทนน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน
เวลาออกดอก :
หากดูแลอย่างเหมาะสมจะสามารถติดดอกผลได้ตลอดปี
เวลาออกผล :
หากดูแลอย่างเหมาะสมจะสามารถติดดอกผลได้ตลอดปี
การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด การติดตา
การต่อกิ่ง การทาบกิ่งและการตอนกิ่ง การเพาะเมล็ดและการตอนกิ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและดีกว่าวิธีอื่น
ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีทรงพุ่มสูงใหญ่ และแข็งแรงกว่าต้นที่ได้ตอนกิ่ง
แต่จะออกดอกช้ากว่า
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : สวนสมุนไพร,
ตรงข้ามตึก 3, บริเวณระหว่างตึก 9
กับตึกปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
อ้างอิง :
http://www.natres.psu.ac.th/ProjectSite/webpage/6taling-detail.htm
http://th.wikipedia.org/wiki/ตะลิงปลิง
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=46
ชมพูพันธุ์ทิพย์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tabebuia rosea (Bertol.)
DC.
ชื่อสามัญ : Pink Trumpet, Pink
Tecoma, Rosy Trumpet-tree
วงศ์ : Bignoniaceae
ชื่ออื่น : ชมพูอินเดีย,
ตาเบบูยา, ธรรมบูชา (กรุงเทพฯ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
สูงประมาณ 15-25 เมตร ผลัดใบ เปลือกต้นเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล
ต้นที่มีอายุมากเปลือกจะแตกเป็นร่อง เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกลมแผ่กว้างเป็นชั้นๆ ใบ
เป็นใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5 ใบ ใบรูปขอบขนาน หรือรูปไข่แกมรูปรี
ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ดอก
ออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด
ปลายแยกเป็น 5 กลีบ คล้ายรูปแตร มีหลายสี คือ สีขาว ชมพูอ่อน
หรือชมพูกลางดอกสีเหลือง ดอกมักบานพร้อมๆกันและร่วงง่าย
ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ผล เป็นฝัก เมื่อแก่จะแตกออก ขนาดฝัก (ยาว x
กว้าง x หนา) 32.53 x 1.24
x 0.99 ซม. เมล็ด มีลักษณะแบน สีน้ำตาล มีปีกเป็นเยื่อบางทั้ง 2
ด้านของเมล็ด ขนาดเมล็ด (ยาว x กว้าง xหนา)
0.73 x 1.34 x 0.99 ซม.
การใช้งาน : ปลูกเป็นไม้ประดับ
ถิ่นกำเนิด :
ทางใต้ของเม็กซิโกไปถึงโคลัมเบียและเวเนซุเอลา
การกระจายพันธุ์ : -
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : -
สภาพนิเวศน์/การดูแลรักษา :
ขึ้นได้ในดินทั่วไปที่มีความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน
เวลาออกดอก : กุมภาพันธ์-เมษายน
เวลาออกผล :
ผลแก่ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน
การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม
ความเชื่อ ฯลฯ :
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 1 ตึก 2
ตึกศิลปะ ตึกคุณหญิงหรั่งฯ
อ้างอิง:
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/chompoopanthip.html
http://bossy-boop3.blogspot.com
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)













0 ความคิดเห็น :